ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

คำนวณต้นทุนงานกลึงกัด CNC: ครบสิบหมวดตามลำดับการผลิต

แตกต้นทุนชิ้นงาน CNC หนึ่งชิ้นตามลำดับที่มันผ่านโรงงานจริง ครบทั้งสิบหมวด: วัตถุดิบ ชั่วโมงเครื่อง ค่าแรง เครื่องมือตัด ของเสีย งานแก้ไข งานจ้างนอก บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง และค่าโสหุ้ยโรงงาน

อัปเดตเมื่อ

บทความนี้แตกต้นทุนของชิ้นงาน CNC **หนึ่งชิ้น** ตามลำดับที่มันผ่านโรงงานจริง และครอบคลุมครบสิบหมวด มันไม่ได้สอนเลือกเงื่อนไขการตัด — เรื่องนั้นขึ้นกับเครื่อง มีด และวัตถุดิบของคุณเอง และไม่มีใครที่นั่งอยู่ไกลโรงงานจะพูดได้ถูก

อ่านจบคุณจะได้ของที่ใช้ได้แม้ไม่เคยเปิด Costdown เลย: กรอบว่าต้นทุนสินค้าในอุตสาหกรรมตัวเองประกอบด้วยอะไรบ้าง และเงินมักหายไปตรงไหน นั่นคือรากของไคเซ็นด้วย — วัดไม่ได้ก็ไม่รู้ว่ากำลังปรับปรุงอะไร และยิ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าปรับปรุงแล้วจริง

ทำไมสองคนแตกชิ้นงานเดียวกันได้คนละตัวเลข

ไม่ใช่เพราะคนหนึ่งคำนวณเก่งกว่า แต่เพราะเขาวางต้นทุนไว้คนละที่ และตกหล่นคนละจุด คนหนึ่งคิดชั่วโมงเครื่องจากเวลาที่โปรแกรมเดิน อีกคนคิดจากเวลาที่ชิ้นงานครองเครื่อง — ชิ้นเดียวกัน ต่างกันหลายสิบเปอร์เซ็นต์

สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่สูตร แต่คือ **โครงสร้างเดียวกัน** เมื่อสองโรงงานวางต้นทุนตามกรอบเดียวกัน ตัวเลขสองตัวจึงเทียบกันได้ และตอนนั้นคำถามว่า «โรงงานผมแพงกว่าตรงขั้นไหน» จึงจะตอบได้

เดินตามลำดับกระบวนการ อย่าเดินตามความจำ

วิธีที่แน่ที่สุดที่จะไม่ตกหล่นคือเดินตามเส้นทางจริงของชิ้นงาน ตั้งแต่วัตถุดิบเข้าโรงงานจนของขึ้นรถ:

  1. วัตถุดิบเข้าคลัง — เงินค่าวัตถุดิบ รวมส่วนที่ถูกตัดทิ้งเป็นเศษ
  2. เตรียมโปรแกรม — เขียนโปรแกรม จำลอง แก้โปรแกรม เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว หารทั้งล็อต
  3. ตั้งเครื่อง — จับจิ๊ก เซ็ตจุดศูนย์ ลองชิ้นแรก เครื่องยืน แต่คนยังคิดค่าแรง
  4. กลึงกัด — จุดเดียวที่คนส่วนใหญ่จำได้ว่าต้องคิด
  5. ตรวจวัด — วัดชิ้นแรก วัดตามความถี่ วัดล็อตสุดท้าย
  6. ลบครีบ ทำความสะอาด — มักทำด้วยมือ และมักตกหายจากตารางราคา
  7. งานภายนอกถ้ามี — ชุบแข็ง ชุบผิว อโนไดซ์ พ่นสี
  8. บรรจุและส่ง — กล่อง แผ่นกั้น น้ำมันกันสนิม ค่าขนส่ง

ข้อ 2, 3, 5 และ 6 คือจุดที่ต้นทุนหายไปจากตารางมากที่สุด มันไม่ผูกกับตอนที่สปินเดิลกำลังหมุน เวลาคนคิด «ค่างานกลึง» ตามชั่วโมงเครื่อง มันจึงหล่นออกไป

กรอกต่อชิ้น ไม่ใช่ต่อล็อต

การตัดสินใจข้อนี้ครอบทุกช่องที่เหลือ ต้นทุนคิดต่อสินค้า **หนึ่งหน่วย** แล้วค่อยคูณด้วยยอดผลิตต่อเดือน ถ้าคุณกรอกตัวเลขของทั้งล็อต 500 ชิ้นลงช่องหนึ่ง แล้วกรอกตัวเลขของหนึ่งชิ้นลงช่องข้าง ๆ ผลรวมก็ยังออกมาเป็นตัวเลขที่ดูปกติ — เพียงแต่ผิดไป 500 เท่า

กฎตรวจเร็ว: อ่านออกเสียงทีละบรรทัดพร้อมคำว่า «ต่อหนึ่งชิ้น» «มีด 8 บาทต่อหนึ่งชิ้น» ฟังขึ้น «จิ๊ก 120,000 บาทต่อหนึ่งชิ้น» ผิดแน่ — จิ๊กต้องหารด้วยขนาดล็อตก่อนเข้าตาราง

สิบหมวด ตามลำดับที่ชิ้นงานผ่านโรงงาน

สิบหมวดข้างล่างเรียงตามลำดับการผลิต ไม่ได้เรียงตามขนาดยอด หมวดสุดท้าย — ค่าโสหุ้ยโรงงาน — คลุมทับเก้าหมวดก่อนหน้าทั้งหมด มันจึงอยู่ท้าย

1. วัตถุดิบ — ของเข้าโรงงาน

เหล็กเส้น แผ่น ชิ้นหล่อ ชิ้นทุบขึ้นรูป คิดตามน้ำหนัก **จริง** ที่ซื้อเข้ามาต่อหนึ่งชิ้น ไม่ใช่น้ำหนักของชิ้นงานสำเร็จ — ส่วนที่ถูกกลึงกลายเป็นเศษก็ยังเป็นเงินที่จ่ายไปแล้ว

หาตัวเลขจากไหน: ชั่งวัตถุดิบก่อนขึ้นเครื่อง และเอาราคาต่อหน่วยจากใบแจ้งหนี้ล่าสุด ถ้าตัดได้หลายชิ้นจากหนึ่งเส้น ก็หารตามจำนวนชิ้นที่ตัดได้จริง หักหัวท้ายที่ใช้ไม่ได้ออกแล้ว

จุดที่มักพลาด: อนุมานน้ำหนักจากแบบ แบบให้น้ำหนักของชิ้นสำเร็จ ไม่ได้ให้น้ำหนักของวัตถุดิบ

2. เครื่องจักร — ชั่วโมงที่ชิ้นงานครองเครื่อง

รอบเวลาคูณอัตราค่าเครื่องต่อชั่วโมง อัตรานั้นรวมค่าเสื่อมราคาหรือค่าเช่าเครื่อง ค่าบำรุงรักษาและอะไหล่ ค่าไฟและลม น้ำมันไฮดรอลิกกับน้ำหล่อเย็นพร้อมค่ากำจัดมัน และพื้นที่โรงงานที่เครื่องกินไป

ตัวหารต่างหากที่มักพลาด: หารด้วยจำนวนชั่วโมงที่เครื่อง **เดินได้** จะได้ตัวเลขสวยแต่ไม่มีจริง หารด้วยจำนวนชั่วโมงที่เครื่อง **ออกของจริง** — หักเวลาเครื่องหยุด รองาน ซ่อมบำรุงออกแล้ว — จึงเป็นตัวเลขที่เอาไปเสนอราคาได้

ส่วนเรื่องเวลา: ตัวเลขที่เครื่องรายงานคือเวลาที่โปรแกรมเดิน เวลาที่ชิ้นงานครองเครื่องจริงยังรวมการถอดจับ เป่าเศษ เปลี่ยนมีด วิ่งกลับจุดศูนย์ วัดที่เครื่อง และปรับชดเชยมีด จับเวลาตั้งแต่เริ่มชิ้นนี้ถึงเริ่มชิ้นถัดไป เฉลี่ยสักสิบชิ้น — นั่นคือตัวเลขที่เอาไปคูณกับอัตราค่าเครื่อง

ตั้งครั้งเดียวออกสี่ชิ้น เวลาเครื่องสำหรับ **หนึ่ง** ชิ้นคือหนึ่งในสี่ของรอบ ลืมหารคือกรอกเกินไปสี่เท่า

3. ค่าแรง — คนคุมเครื่อง

คิดตามสัดส่วนเวลาที่คนนั้นทุ่มให้ชิ้นงานนี้จริง ๆ คนหนึ่งคุมสามเครื่อง ค่าแรงต่อหนึ่งชิ้นคือหนึ่งในสาม ไม่ใช่ค่าแรงเต็ม

นับคนที่ไม่ได้ยืนเครื่องแต่ทำงานให้ชิ้นนี้ด้วย: คนลบครีบ คนตรวจวัด คนบรรจุ สามงานนี้มักทำด้วยมือและมักถูกลืมเพราะไม่ได้เกิดขึ้นที่เครื่อง

หาตัวเลขจากไหน: บัญชีเงินเดือนของแผนก รวมรายการที่จ่ายควบกับเงินเดือน ไม่ใช่เฉพาะเงินเดือนพื้นฐาน

4. เครื่องมือตัด — มีดสึกไปทีละชิ้น

มีดกัด เม็ดมีด ดอกสว่าน ต๊าป หินเจียร น้ำมันตัด ส่วนที่เข้าไปในต้นทุนคือส่วนที่ **สึกไป**: ราคามีดหารด้วยจำนวนชิ้นที่มันทำได้ก่อนเปลี่ยนหรือลับใหม่

ถ้าเป็นเม็ดมีดต้องหารอีกชั้น: ราคาเม็ดหารด้วยจำนวนคม แล้วหารต่อด้วยจำนวนชิ้นที่แต่ละคมทำได้ ส่วนด้ามมีดกับหัวจับไม่อยู่ตรงนี้ — ใช้ได้หลายปีไม่ว่ายอดผลิตเท่าไร จึงเป็นการลงทุนหรือค่าโสหุ้ย

อายุมีดเป็นตัวเลขเฉพาะของโรงงานคุณเอง อ่านจากสมุดเปลี่ยนมีด แคตตาล็อกของผู้ผลิตให้เงื่อนไขทดสอบของเขา ไม่ใช่เงื่อนไขเครื่องและวัตถุดิบของคุณ

5. ของเสีย — พังระหว่างทาง

ชิ้นที่พังตั้งแต่กระบวนการแรกเสียแค่ค่าวัตถุดิบ ชิ้นเดียวกันพังที่กระบวนการสุดท้ายกินไปแล้วทั้งวัตถุดิบ ชั่วโมงเครื่อง มีด ค่าแรง และบางทีค่าชุบแข็ง คิดของเสียด้วยราคาวัตถุดิบคือกรอกต่ำกว่าจริง และยิ่งต่างมากในชิ้นงานที่ผ่านหลายกระบวนการ

กรอกให้ถูก: มูลค่าของชิ้นเสียแต่ละชิ้นคือต้นทุนสะสมถึงกระบวนการที่มันพัง ถ้าตามไม่ได้ว่าพังตรงไหน ให้ใช้กระบวนการที่ของเสียส่วนใหญ่โผล่ขึ้น และเขียนสมมติฐานนั้นให้ชัดในส่วนการตรวจสอบ

6. งานแก้ไข — กู้ได้ก็แก้

กลึงซ้ำ ขัดใหม่ เชื่อมพอกแล้วทำใหม่ นี่เป็นต้นทุนคนละประเภทกับของเสีย: ชิ้นงานไม่ได้หายไป แต่กินค่าแรงและชั่วโมงเครื่องเพิ่มอีกรอบ

รวมมันเข้ากับของเสียคือทำให้เสียร่องรอยของสิ่งสำคัญ — อัตราการแก้ไขที่สูงแปลว่ากระบวนการกำลังเดินชิดขอบพิกัดความเผื่อ และนั่นคือจุดที่การปรับปรุงราคาถูกที่สุดมักซ่อนอยู่

7. งานจ้างนอก — ส่งออกนอกโรงงาน

ชุบแข็ง ชุบผิว อโนไดซ์ พ่นสีฝุ่น ถ่วงสมดุล เอาตัวเลขจากใบแจ้งหนี้หรือใบเสนอราคาของผู้รับจ้าง แล้วแปลงกลับมาเป็น **หนึ่งชิ้น** — เขามักเสนอเป็นล็อตหรือเป็นกิโลกรัม

จุดที่มักพลาด: ลืมว่าส่งไปแล้วรับกลับคือค่าขนส่ง **สองเที่ยว** และลืมของเสียที่เกิดขึ้นข้างนอกซึ่งเรายังต้องรับ

8. บรรจุภัณฑ์ — การแพ็ก

กล่องกระดาษ แผ่นกั้น ถุงกันสนิม น้ำมันรักษาผิว พาเลท สายรัด มักถูกตัดทิ้งเพราะ «ไม่เท่าไรหรอก» — จนกระทั่งลูกค้าเปลี่ยนข้อกำหนดการแพ็ก แล้วตัวเลขนั้นก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที

พาเลทและถาดที่ใช้ซ้ำได้ให้หารด้วยจำนวนรอบหมุนเวียน เหมือนวิธีหารอายุมีด ไม่ใช่ลงราคาเต็มไว้ที่ล็อตเดียว

9. ค่าขนส่ง — ส่งออกไป

ค่าส่งของถึงลูกค้า บวกเที่ยวขนระหว่างโรงงานถ้ามีงานจ้างนอก แปลงกลับมาต่อชิ้นตามจำนวนชิ้นที่ขนจริงในหนึ่งเที่ยว

ถ้าลูกค้าอยู่ไกลและส่งล็อตเล็กบ่อย ๆ ค่าขนส่งต่อชิ้นอาจใหญ่กว่าที่รู้สึกมาก — ตรงนี้คือจุดที่การรวมเที่ยวส่งมักประหยัดได้จริง

10. ค่าโสหุ้ยโรงงาน — คลุมทับทั้งหมด

ค่าเสื่อมอาคาร ค่าเช่าที่ ไฟส่องสว่าง ลมอัดส่วนกลาง เครื่องปรับอากาศ เงินเดือนหัวหน้าและช่างเทคนิคที่ไม่ได้ยืนเครื่อง งานซ่อมบำรุงส่วนกลาง ทำความสะอาดโรงงาน คลังวัสดุ

หาตัวเลขจากไหน: ถามฝ่ายบัญชีถึงส่วนที่ **ปันส่วนแล้ว** ให้สินค้าตัวนี้ อย่าเอายอดโสหุ้ยรวมทั้งโรงงาน ฝ่ายบัญชีมีตัวเลขนั้นอยู่แล้ว

หมวดนี้กรอกเป็น **รายเดือน** และไม่ต้องคูณด้วยยอดผลิต เพราะฝ่ายบัญชีปันส่วนให้สินค้าแล้ว คูณอีกครั้งคือนับซ้ำ

Costdown คำนวณอย่างไร

คุณกรอกสองคอลัมน์สำหรับสิบหมวดเดียวกัน: สภาพปัจจุบันและหลังปรับปรุง ระบบบวกแต่ละคอลัมน์เป็นต้นทุนต่อเดือน เอาผลต่างเป็นเงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน แล้วเอาเงินลงทุนหารด้วยยอดนั้นเป็นระยะคืนทุนหน่วยเดือน

ระยะคืนทุนเป็นหน่วยที่เทียบข้ามประเทศได้ เพราะตัวตั้งและตัวหารเป็นเงินสกุลเดียวกันของประเทศเดียวกัน อัตราแลกเปลี่ยนจึงตัดกันเอง «คืนทุน 7 เดือน» เป็นประโยคที่พูดกับผู้จัดการโรงงานที่ไหนก็เข้าใจ ส่วน «ประหยัด 12,000 ดอลลาร์» ไม่ใช่

ระหว่างที่คุณพิมพ์ ระบบอ่านตัวเลขนั้นแล้วบอกสิ่งที่คุณมองไม่เห็นเอง: บรรทัดที่หลุดจากบรรทัดอื่นชัดเจน รอบเวลาที่เรียกร้องชั่วโมงเครื่องมากกว่าที่มีในเดือนนั้น คอลัมน์ที่ยังไม่ได้กรอกอะไรเลย หรือหมวดที่หลังปรับปรุงกลับแพงกว่าก่อน

ปล่อยช่องว่าง **ไม่เหมือน** กรอกเลข 0 ช่องว่างถูกบวกเป็น 0 และทำให้ยอดประหยัดรายงานสูงกว่าจริง ถ้าการปรับปรุงลบหมวดนั้นทิ้งไปจริง ให้เพิ่มบรรทัดแล้วกรอก 0 เพื่อบอกให้ชัด

การตรวจสอบ — สิ่งที่ตัดสินว่าข้อเสนอจะได้ถูกจัดอันดับหรือไม่

ระดับความน่าเชื่อถือของข้อเสนอถูกคำนวณใหม่จากหลักฐานที่คุณบรรยาย ไม่ใช่จากป้ายที่คุณเลือกเอง เขียนลอย ๆ ข้อเสนอก็อยู่ระดับต่ำสุดและหลุดจากการจัดอันดับ ต่อให้ตัวเลขสวยแค่ไหน

สำหรับงาน CNC แหล่งหลักฐานมีอยู่แล้วในโรงงาน ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์อะไรเพิ่ม:

  • สมุดส่งกะ — จำนวนชิ้นดีและชิ้นเสียรายกะ ก่อนและหลังปรับปรุง
  • สมุดเปลี่ยนมีด — จำนวนชิ้นต่อมีดหนึ่งเล่ม เป็นหลักฐานตรงสำหรับการปรับปรุงเรื่องเครื่องมือตัด
  • ใบเบิกวัสดุ — กระทบยอดไขว้กับจำนวนวัตถุดิบที่ใช้
  • รายงานชั่วโมงเดินเครื่องจากตัวคอนโทรลเอง ถ้าเครื่องบันทึกได้
  • ลายเซ็นรับรองของหัวหน้ากะรายเดือน
ถ้าข้อมูล **ก่อน** มาจากแหล่งที่ต่างจากข้อมูล **หลัง** — เช่นก่อนมาจากความทรงจำ หลังมาจากรายงานระบบ — ให้บอกไว้ให้ชัด คนอ่านที่อยู่ในวงการจะจับได้ทันที และการบอกก่อนคือสิ่งที่รักษาความน่าเชื่อถือไว้

สามสิ่งที่ได้เมื่อเผยแพร่ข้อเสนอ

แตกต้นทุนเสร็จคุณก็ได้ของที่มีค่าที่สุดไปแล้ว — เข้าใจต้นทุนของตัวเอง เผยแพร่ขึ้นไปได้เพิ่มอีกสามอย่าง:

  1. เข้าใจต้นทุนของตัวเองชัดขึ้น การเขียนออกมาบังคับให้คุณตอบคำถามที่ตารางยอมให้ข้ามได้ — ตัวเลขนี้วัดที่ไหน ใครยืนยัน สมมติฐานอะไรอยู่เบื้องหลัง
  2. คนอื่นได้รู้สิ่งที่คุณรู้ การปรับปรุงที่เดินได้จริงในโรงงานคุณคือสิ่งที่โรงงานอื่นยอมจ่ายเพื่อเรียนรู้ และเขาค้นเจอมันด้วยกระบวนการและวัตถุดิบที่คุณกรอกไว้นั่นเอง
  3. คุณสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเอง ข้อเสนอที่ผ่านการตรวจสอบแล้วทุกเรื่องอยู่ใต้บัญชีของคุณและอยู่ตรงนั้นต่อไป — เป็นแฟ้มประวัติวิชาชีพที่เป็นตัวเลข ไม่ใช่คำแนะนำตัว

ข้อที่สามคือสิ่งที่ต่างจากไฟล์ Excel ในเครื่องอย่างสิ้นเชิง: ไฟล์ตายไปพร้อมเครื่องนั้น ส่วนข้อเสนอที่ตรวจสอบแล้วเดินตามตัวคุณไป

สิบจุดที่ต้องตรวจก่อนกดเผยแพร่

  1. มีบรรทัดไหนกรอกเป็นต่อล็อตในขณะที่บรรทัดอื่นกรอกเป็นต่อชิ้นหรือไม่
  2. รอบเวลารวมการตั้งเครื่อง เปลี่ยนมีด และการวัดแล้วหรือยัง หรือมีแค่เวลาตัด
  3. ตั้งครั้งเดียวออกกี่ชิ้น หารแล้วหรือยัง
  4. คนหนึ่งคุมกี่เครื่อง ค่าแรงหารตามสัดส่วนแล้วหรือยัง
  5. มีดหารด้วยอายุมีดแล้วหรือยัง หรือกำลังลงราคาเต็มของมีดทั้งเล่ม
  6. วัตถุดิบคิดตามน้ำหนักของวัตถุดิบหรือน้ำหนักของชิ้นสำเร็จ
  7. ของเสียคิดตามต้นทุนสะสมหรือคิดแค่ราคาวัตถุดิบ
  8. งานจ้างนอกนับค่าขนส่งครบสองเที่ยวแล้วหรือยัง
  9. ยอดผลิตและขนาดล็อตในคอลัมน์ก่อนกับหลังตรงกันหรือไม่
  10. คอลัมน์ «หลังปรับปรุง» กรอกครบหรือยัง ช่องว่างถูกคิดเป็น 0 และทำให้ยอดประหยัดสูงกว่าจริง

คู่มือที่เกี่ยวข้อง

คำนวณต้นทุนงานกลึงกัด CNC: ครบสิบหมวดตามลำดับการผลิต | costdown.org